ผู้มาจากทางช้างเผือก

posted on 20 Dec 2011 20:11 by ufomanman

มนุษย์ต่างดาวและยาน อวกาศยูเอฟโอ. ปรากฏตัวต่อสายตา ชาวโลกหลากหลายรูปแบบ นักยูเอฟโอ . วิทยาสายอเมริกันเชื่อว่า ยุคแห่งการ เดินทางมายังโลกของมนุษย์ต่างดาว อุบัติขึ้นเมื่อมียานจานผีลำหนึ่ง ถูกฟ้าผ่า ตกลงมาที่ฟาร์มนอกเมืองรอสเวล์ล์ รัฐนิวเม็กซิโก เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1947 หรือเมื่อ 63 ปีที่ผ่านมา

ส่วนสมาคมยูเอฟโอ. อังกฤษ เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวรุ่นแรกที่เดินทาง มาถึงโลก  อาจเกิดขึ้นเมื่อ 10,000 ปี ก่อนมนุษย์ต่างดาว ชุดนี้เป็นผู้ออกแบบ สร้างถาวรวัตถุขึ้นบนโลก โดยใช้แรงงาน คนบนโลก เช่นลายเส้นเรขาคณิต ที่ราบสูงนาซก้า ประเทศเปรู หรือการ ก่อสร้างพีระมิด ยุคชาวมายาชาวอัซเทค แม้กระทั่งสะพานโค้งแห่งอาณาจักร บาบิโลน มหาพีระมิดที่อียิปต์

นักยูเอฟโอ.วิทยา(UFOTOGIST) แห่งประเภทมนุษย์ต่างดาวผู้เดินทางมา ถึงโลกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ คือกลุ่มแรก มาถึงโลกเสร็จสิ้นภารกิจก็จากไปพวกที่  2 มาถึงโลก และยังไม่จากไปไหนเพราะ ภารกิจซึ่งไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าคืออะไรยัง ไม่เสร็จสิ้นลง

มีหลักฐานะอ้างอิงทั้งพยาน บุคคลและพยานวัตถุโดยนักยูเอฟโอ. วิทยาเองรวมทั้งชาวบ้านคนธรรมดา จำนวนนับร้อยคนนับพันเห็นเหตุการณ์ ยืนยันว่ายูเอฟโอ. ไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่น แต่มีจริง ๆ

แต่เหตุผลที่คนเราไม่อาจ “จับให้มั่นคั้นให้ตาย” ว่ามนุษย์ต่างดาว มีจริงนั้น ยังตั้งอยู่บนความไม่แน่ชัดซึ่งมีผู้ ตั้งทฤษฎีอธิบายว่า เหตุผลที่มนุษย์ต่างดาว ไม่เผชิญหน้ากับคนเราโดยตรง อย่างเปิดเผย เป็นเพราะยังไม่ถึงเวลา ผู้มาจากต่างดาว รอเวลาให้ชาวโลกมีเทคโนโลยีสูงกว่านี้ จึงจะสามารถสื่อสารกับรู้เรื่องหรือคู่ควร ต่อการคบหาสมาคมกัน

อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ ชาวโลกต่างรู้เห็นว่า ผู้ทรงภูมิปัญญาจาก ต่างดาวในเมื่อยังไม่อยากแสดงตัวต่อชาวโลก แต่เหตุไฉนชอบลักพาตัวคนไปขึ้นยาน หรือกรณีล่าสุดส่งยานจานผีมาป้วนเปี้ยน บริเวณฐานยิงขีปณาวุธข้ามทวีปติดหัวรบ นิวเคลียร์ ...ประเด็นนี้ได้รับการกล่าว ขวัญถึงกันมากในยุคนี้ว่ามนุษย์ต่างดาว มีจุดมุ่งหมายอะไร

เรื่องราวเหตุการณ์มนุษย์ต่างดาว มาป้วนเปี้ยนแถวค่ายทหารและฐานยิง จรวดเป็นข้อมูลบอกเล่าต่อกันนับตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงปี ค.ศ. 1945 แต่ไม่ทราบเหตุผลกลใด รัฐบาลชาตินั้น ที่ถูกยูเอฟโอ.ลอบเข้าไปตรวจสอบอาวุธ นิวเคลียร์กลับไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณชน และออกข่าวปฏิเสธว่าเป็นข่าวลือ ไม่มีข้อเท็จจริงแต่ประการใด

โรเบิร์ต เฮสติงส์ นักยูเอฟโอ. วิทยาชาวอเมริกันได้สวนกระแสข่าว ปฏิเสธจา่กกองทัพ โดยยืนยันเขา มีหลักฐานว่ามนุษย์ต่างดาวเข้ามายุ่ง เกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ของชาวโลก จริง ๆ  

ทฤษฎีของโรเบิร์ตเขาเชื่อว่า พวกมนุษย์ต่างดาวมายุ่งเกี่ยวกับอาวุธ นิวเคลียร์ชาวโลก มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ข้อแรกเข้ามาเตือนการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ อาจทำลายล้างโลกได้ข้อ 2 มนุษย์ ต่างดาวต้องการพลังงานนิวเคลียร์อาจ ทำลายล้างโลกได้ ข้อ 2 มนุษย์ต่างดาว ต้องการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อใช้เป็น พลังงานทำอะไรบางอย่างบนโลก ในขณะที่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น

พยานบุคคลที่ยืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวดูดพลังงานนิวเคลียร์ ไปใช้ ประโยช์จริงจากคำบอกเล่าโดยชายชาวอเมริกัน ชื่อจอร์จ คิง ผู้ถูกลักพาตัวขึ้นยานอวกาศ เมื่อปลายปี 1950

นักยูเอฟโอวิทยาโรเบิร์ตได้ นำหลักฐานและความเชื่อของตนเอง ไปเผยแพร่อย่างกว้างขวางทั้งที่สมาคม นักข่าวนานาชาติเมื่อเดือนกันยายนต่อ มาไปพูดบรรยายที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษซึ่งได้รับความสนใจอย่าง กว้างขวาง

โรเบิร์ตยืนยันจุดยืนของเขาว่า “ประชาชนคนทั่วโลกสมควรได้รับรู้ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฟังแต่คำกลบ เกลื่อนจากรัฐบาล”

สอดคล้องกับพยานบุคคล ที่น่าเชื่อถือได้นาวาอากาศเอก. ชาร์ลส์ ฮาลท์ผู้บังคับการบิน เรน เคิล แซม ฟอเรสส์ ยืนยันว่าเมื่อปีผ่านมาเขาได้พบเห็นดวงไป ประหลาดที่หาคำอธิบายไม่ได้ว่าคือ     อะไรที่ใกล้ ๆ กับฐานทัพอากาศเมือง ซัฟโฟล์ค

น.อ.ชาร์ลส์เล่าว่าภาพเหตุการณ์ ที่เขาเห็นไม่ต่างกับจากภาพยนตร์เรื่อง เอเลี่ยนที่มียานอวกาศทรงกลมลอยลำ เหนือฐานทัพอากาศโดยปราศจากเสี่ยงใน ยามดึกสงัด ซึ่งเขาและทหารยามนับ สิบคน สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจาก แสงไฟสปอตไลท์ที่สดส่องจากพื้นไฟ บนท้องฟ้า

ยานจานผีลำนั้นไม่เพียงลอยลำอยู่เฉย ๆ ได้สาดส่องลำแสงสี ขาวอมฟ้าไปยังคลังเก็บหัวจรวดขีปณาวุธ อีกด้วยซึ่งเหตุการณทั้งหมดนี้ผู้บังคับ บัญชาจากหน่วยเหนือสั่งปิดเป็นความลับ ห้ามเผยแพร่ต่อสาธารณชนเด็ดขาด

แม้ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ของกองทัพอากาศได้แถลงว่าไม่มีข้อเท็จ จริงตามที่หนังสือพิมพ์ลงข่าว แต่มีข่าวรั่ว ออกมาว่ารายงานของ น.อ.ชาร์ลส์เกี่ยว กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกนำส่งไปยังศูนย์ รักษาความปลอดภัยแห่งชาติและ องค์การนาโต้ ยังขอข้อมูลดังกล่าวนี้ไป ศึกษาในทางลับอีกด้วย

ขณะเดียวกันในทางสว่าง น.อ. ชาร์ลส์ถูกบังคบบัญชาระดับสูงตำหนิ อย่างรุนแรงพร้อมตั้งคณะกรรมการ สอบสวนทางวินัยหาว่าเขาพูดโกหกใน ทางที่ไม่เป็นจริงจริง ก่อให้เกิดความตื่น ตระหนกต่อประชาชน แต่ น.อ.ปาร์ลส์ ไม่รอให้สรุปผลการสอบสวนเขาได้ลาออก จากราชการในเวลาต่อมา

การพบเห็นยานยูเอฟโอ. มา ป้วนเปี้ยนที่ฐานยิงจรวดหัวรบนิวเคลียร์ ไม่ใช่เพิ่งเป็นข่าวเพิ่งเกิดขึ้นย้อนอดีต ไปเมื่อปี 1961 ก็มีรายงานข่าวเช่นนี้เกิดขึ้น มาแล้ว

ร.อ.โรเบิร์ต ซาลัส เคยให้สัมภาษณ์ นักข่าวว่าตนเองและทหารยามพบเห็น ยานยูเอฟโอ. ทรงกลม เส้นผ่านศูนย์ กลางราว 100 ฟุต บินมาลอยลำเหนือ คลังเก็บอาวุธนิวเคลียร์ที่ฐานทัพอากาศ มาล์มสตรอม รัฐมอนท่าน่า

การลอยลำเหนือคลังอาวุธนิวเคลียร์ครั้งนี้ ทำให้ระบบควบคุมและระบบการยิงจรวด นิวเคลียร์เกิดการสับสนและแฮงค์!เป็น เวลากว่า 10นาทีแล้วคืนกลับมาดีเหมือนเดิม

ข้อมูลนี้ มีผู้สอดรับเป็นความจริง เชื่อถือได้โดยเจมส์ คาร์ลสัน ผู้เป็นพ่อ ของเรือเอกอีริก คาร์ลสัน นักบินขับไล่ กองทัพอากาศสหรัฐเคยบอกเล่าการ เผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวให้ผู้เป็น พ่อฟังว่าขณะบินฝึกเครื่องบินขับไล่บน ท้องฟ้านั้นได้เผชิญหน้ากับยานต่างดาว เมื่อ ร.อ.อีริกกดปุ่มยิงจรวดสแปโรว์ใส่ จานผีแต่มีแสงวาบมาจากจานผีพุ่งเข้า ใส่ก่อนทำให้ระบบยิงขีปณาวุธอากาศ สู่อากาศใช้การไม่ได้ในทันที

แต่เมื่อจานผีลำนั้นบินลับ หายไปอุปกรณ์อิเลคโทรนิกส์ทุกระบบ งานได้เหมือนเดิม

อีกเหตุการณ์หนึ่งเพื่อยืนยันว่า หน่วยงานรัฐบาลปกปิดความลับ ยูเอฟโอ. ไว้ตลอดเวลาคือกรณีหุบเขาเคสเดิล ฮิลล์ ซึ่งได้รับการบอกกล่าวว่าเป็นที่ชุมนุมยาน ต่างดาวโดยผู้คนที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้ เคียงต่างรับรู้และมองเห็นว่าในช่วงปี 1960-1970 จานผีบินกันขวักไขว่ในบริเวณนี้

ต่อมากระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้ประกาศให้พื้นที่หุบเขาเคสเดิลฮิลเป็น พื้นที่หวงห้ามเด็ดขาดทางทหารเพื่อให้ พื้นที่ทดลองอาวุธหนักจึงห้ามยวดยาน ทุกคันแล่นผ่านถนนสายนั้นและสั่ง ปิดตาย

เควิน กู๊ดแมน เป็นอดีตทหาร อากาศสหรัฐเขายืนยันเมื่อไม่นานมานี้ว่า พื้นที่ราบกลางหุบเบาเรียกว่า ซาลิสเบอรี่ ถูกสงวนไว้สำหรับยานต่างดาวและอาจ เป็นฐานทัพยูเอฟโอ. ด้วยซ้ำ

จึงไม่แปลกที่หน่วยงานระดับ สูงเช่นศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ได้ปิดกั้นทางเข้าทุกจุดที่พุ่งตรงไปยังทุ่งราบ ภายในหุบเขาแห่งนี้แต่สุดท้ายแล้วมีนักยูเอฟโอ. วิทยาอย่างน้อย 2 คนเดินเท้าเข้าไปพิสูจน์ ทราบข้อเท็จจริงจนได้

นักยูเอฟโอ. แอบเล็ดลอดเข้าไป ในหุบเขาเคสเดิลฮิลโดยอ้างเป็นนัก สำรวจธรณีวิทยาและวัฒนธรรมท้องถิ่น จากบันทึกระบุว่าพบอาคารหลายแหล่ง แต่ละแห่งมีป้ายโลหะบอกประเภทของการกิจ ภายในอาคารบนกำแพงอาคารจารึกอักษร ภาพชนิดหนึ่งซึ่งไม่เคยปรากฏบนโลก มาก่อน      แต่น่าแปลกไม่มีบันทึกเขียน                   ถึงการพบเห็นยานจานผีแม้ลำเดียว หรืออาจไม่ทันบันทึกก็ได้เพราะนัก ยูเอฟโอวิทยาในคราบนักสำรวจถูก จับตัวได้เสียก่อน

มาร์ค พิลคิงตัน คือ 1 ใน 2 คน นักยูเอฟโอ.วิทยา บุกเข้าไปหาความลับ ที่หุบเขา เคสเดิล ฮิล หลังจากได้รับการ ปล่อยตัวเขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “มิราจ แมน” หรือ “มนุษย์เงา” ซึ่งต่อมา โฆษกกระทรวงกลาโหมแถลงว่าเป็น การเขียนแบบยกเมฆทั้งสิ้น

ข้อความบางตอนในหนังสือ กล่าวถึงยานต่างดาวถูกฟ้าผ่าตกลง มายังโลกเมื่อเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศ ไปถึงพบมนุษย์ต่างดาวตายไป 3 ศพ อีก 2 ร่างบาดเจ็บสาหัสต่อมาตายไป อีกคนเหลือคนเดียวสามารถรักษาเยียวยา รอดชีวิตมาได้

มนุษย์ต่างดาวคนนี้แม้เป็น ระดับกำลังพลชั้นต่ำแต่สามารถ บอกเล่าและแนะนำเทคโนโลยีชั้นสูง ที่โลกยังไม่มีขณะนั้นให้แก่นักบินวิทยาศาสตร์ อย่างหมดเปลือกในเวลาต่อมา ชาวโลกจึงรู้จักแสงเลเซอร์คอมพิวเตอร์ ระบบอินเตอร์เนต ระบบดิจิตัลและ นาโนเทคโนโลยี

แล้วมนุษย์ต่างดาวซึ่ง รอดชีวิตเป็นใคร? มาจากไหน? คำถามนี้เกิดขึ้นนับแต่ปี 1947 แล้ว ถามกันซ้ำซากแต่ไม่มีใครตอบได้ ข้อมูลที่เผยแพร่ออกมาเป็นไปใน ลักษณะ “คนรู้ ไม่พูด คนพูด ไม่รู้”

เมื่อเร็ว ๆ นี้เองจากการค้นพบ โดยนักวิทยาศาสตร์องค์การนาซ่าสหรัฐ อเมริกาพอมีคำตอบต่อคำถามดังกล่าว ค่อนข้างเป็นไปได้สูงเมื่อกล้องโทรทัศน์ “เคปเลอร์” ติดตั้งบนยานอวกาศ ได้พบว่ากลุ่มดาวในทางช้างเผือก,มี ดวงดาวอย่างน้อย 50,000ดวงใน จำนวนนี้อาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดวงดาว นั้น 1,235 ดวงและจำนวน 54 ดวง เอื้อ ต่อการถือกำเนิดคองสิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่ามนุษย์ ซึ่งอาศัยอยู่บนโลก ในเวลานี้

ยังพบอีกว่า ดาว 1 ใน 2 ดวงในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกเป็นดาว เคราะห์ เหมือนดาวโลกไม่มีผิดเพดี้ยน  และยังเชื่ออีกว่าอาจมีดาวเคราะห์ถึง 200 ดวง มนุษย์จากโลกสามารถเข้า อยู่อาศัยได้ทันที

กาแล็กซี่ทางช้างเผือกเป็น 1 ในแสนล้านกาแล็กซี่ ของเอกภพทั้งหมด หากเมื่อพิจารณาตามหลักวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ว่า “สิ่งมีชีวิตจาก ทางช้างเผือกจากดาวงดวงใดดวงหนึ่ง น่าจะเดินทางมาถึงดาวโลกนานแล้ว”

คำถามต่อมา...เหตุใด นักวิทยาศาสตร์นาซ่าจึงเพ่งเล็งค้น หาสิ่งมีชีวิตจากกาแล็คซี่ทางช้างเผือก คำตอบมีประการเดียว...ต้องมีคนบอก ให้ไปหาและคนบอกก็มาจากดวงดาว แห่งนั้น

ดูจากภาพซิ...ไม่มีการยืนยัน เป็นภาพวาดหรือภาพถ่ายมนุษย์ ต่างดาวผู้รอดชีวิตจากยานถูกฟ้าฟ่า ตกโหม่งโลกเขาเป็นมนุษย์ หรือโฮโมซาเปียนเผ่าพันธุ์เดียวกับเราแต่ต่างสปีชีส์กันใช่หรือไม่พี่น้อง


เกาะ คือพื้นดินที่ล้อมรอบด้วยน้ำ มีขนาดเล็กกว่าทวีป อาจอยู่ในมหาสมุทร ทะเล ทะเลสาบ หรือแม่น้ำ บน โลกของเรานั้นมีเกาะมากมายหลายล้านเกาะ และหนึ่งในนั้นมีเกาะที่แปลก พิลึก และดูยังไงก็น่าพิศวง ที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายอยากมาเยือนสักครั้งในชีวิต

5. ALCATRAZ ISLAND (USA): บ้านประภาคารในชายฝั่งที่สงบ  
เกาะอัลคาทราซ(Alcatraz Island) เกาะเล็กๆอยู่อยู่ใจกลางอ่าวในเมืองซานฟรานซิโก แคลิเฟอร์เนีย ประเทศอเมริกา แปลว่าเกาะแห่งนกกระทุง ตั้งโดยนักสำรวจสเปนในปี 1775 เนื่องจากเกาะนี้เป็นที่อยู่อาศัยของรกกระทุงเต็มไปหมด แต่ไม่เหมาะต่อการเป็นที่อยู่อาศัยเพราะกระแสน้ำทะเล พื้นดินแห้งแล้งจนพืชผักมีปริมาณน้อยมาก


ตอนแรกถูกใช้เป็นประภาคาร ต่อมาในสมัยสงครามกลางเมืองที่นี้เคยเป็นที่คุมขังทหารเชลยศึกและเคยเป็นที่ คุมขังพวกอินเดียหัวรุนแรง จนกระทั้งในปี 1930 มันก็เป็นคุกที่ขังนักโทษ,เจ้าพ่อ และอาชญากรรมที่ทำความผิดทั้งหลาย และที่โด่งดังที่สุดก็คือเจ้าพ่อนาม อัล คาโปน



คุกแห่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นคุกที่ “หินที่สุดในโลก”มันได้รับฉายาว่า The Rock เนื่องจากสมัยนั้นคุกแห่งนี้ได้ถูกลงทุนเป็นจำนวนมากในการสร้างให้แข็งแกร่ง โครงสร้างมีความเข็มแข็งและทันสมัย ภายใต้ระบบความปลอดภัยสูงสุด ปราศจากสิทธิพิเศษใดๆ นอกจากนั้นยังมีกำแพงธรรมชาติเนื่องจากเกาะนี้ตั้งอยู่กลางอ่าวโดดเดี่ยว ล้อมไปด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิเยือกแข็งและคลื่นลมแรง

เกาะอัลคาทราซไม่ใช่เกาะที่โหดร้าย ตามชื่อ เพราะเกาะนี้มีจำนวนนักโทษโดยเฉลี่ยประมาณ 260-275 คนเท่านั้น อาหารที่นั้นอยู่ในสภาพดี และ สภาพเป็นอยู่ที่ดีคือนักโทษหนึ่งคนต่อหนึ่งห้องขัง มีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำโดยไม่เบื่อ ซึ่งมีนักโทษหลายรายขอย้ายไปเกาะอัลคาทราซที่นั้น

เกาะ อัลคาทราซต้องยุติลงเมื่อมันเสื่อมโทรมตามกลางเวลา มีประวัตินักโทษสามารถแหกคุกได้ 2 ครั้ง(แต่ก็ไม่พบว่านักโทษที่แหกคุกนั้นมีชีวิตอยู่) และเสียหายอย่างหนักจากการเผาทำลายและระเบิดจากการก่อการจลาจล

ปัจจุบันคุกเกาะอัลคาทราชเป็นสถานที่ทาง ประวัติศาสตร์จากการอนุมัติโดยหน่วยงานอุทยานแห่งชาติให้เป็นส่วนหนึ่งของ “Golde Gate National Recreation Area” เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวสามารถใช้เรือเฟอรี่จากท่าเรือ 33 ใกล้กับฟิชเชอร์แมนวารัฟ(Fisherman’s Wharf) ในซานฟรานซิโก นอกจากนี้เกาะแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติในปี 1986 และ ที่นั้นก็มีข่าวการพบเห็นผีหลอกวิญญาณหลอนปรากฏตัวอย่างเนื่องๆ เช่น ได้เสียงตัดเหล็กทั้งๆ ที่ไม่มีคนอยู่ เสียงปิดประตูห้องขังเอง เสียงหวีดร้องจากใต้ดิน และความรู้สึกถูกจ้องมอง

4. EASTER ISLAND (Polynesian triangle, Chile): เกาะมรดกโลก เกาะแห่งประวัติศาสตร์ และเกาะที่ตั้งโดดเดี๋ยวในมหาสมุทรแปซิฟิก
เกาะอีสเตอร์ (Easter Island) หรือตามภาษาถิ่นเรียกว่า เกาะราปานุย (Rapa Nui) และในภาษาสเปนเรียกว่า เกาะปัสกวา (Isla de Pascua) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ในการปกครองของประเทศชิลี ซึ่งเกาะห่างจากฝั่งประเทศชิลีกว่า 3,600 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตก เกาะที่ใกล้เกาะอีสเตอร์มากที่สุดอยู่ห่างฝั่งจากถึง 2,000 กิโลเมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งหนึ่งของโลก ลักษณะของเกาะมีขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 25 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของประเทศชิลี



เกาะอีสเตอร์ถูกค้นพบ ในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ.1722 ซึ่งตรงกับวันอีสเตอร์ โดยนักสำรวจชาวฮอลันดา ชื่อ จาคอป รอกกาวีน (Jacob Roggaveen) บนเกาะในขณะนั้นมีชาวเกาะอยู่ราว 2,000 คน พวกเขาไม่เคยรู้จักโลกภายนอก ไม่มีเรือหรือพาหนะใด ๆ ที่จะใช้ในการเดินทางข้ามทะเล สภาพบนเกาะแห้งแล้ง ไม่มีป่า และไม่มีสัตว์อื่น แต่สิ่งที่ทำความอัศจรรย์ใจให้แก่รอกกาวีนและลูกเรือ ก็คือก้อนหินที่สลักเป็นรูปศีรษะคน จำนวน 200 ชิ้น ที่ตั้งเรียงรายอยู่ชายฝั่ง แต่ละรูปมีขนาดมหึมา หินบางก้อนสูงถึง 33 ฟุต และมีน้ำหนักกว่า 80 ตัน และเมื่อสำรวจลึกเข้าไปบนเกาะ ก็ได้พบรูปสลักทำนองเดียวกันอีก 700 ชิ้น บางก้อนมีความสูงถึง 65 ฟุต และหนัก 270 ตัน รอกกาวีนตั้งข้อสังเกตด้วยความฉงนฉงายว่า ชาวเกาะจำนวนแค่นี้จะสามารถสะกัดและสลักหินจำนวนมากมายได้อย่างไร ทั้งบนเกาะนี้ก็ไม่มีไม้ซุงที่จะทำเป็นตะเฆ้ และเถาวัลย์หรือพืชที่จะใช้ทำเชือกเพื่อเคลื่อนย้ายก้อนหินขนาดใหญ่ได้

ความน่าอัศจรรย์ใจของรูปสลักศิลาบนเกาะอีสเตอร์ กลายเป็นปริศนาและนำไปสู่จินตนาการของผู้คนในยุคต่อมา มีเสนอแนวคิดว่าหินบนเกาะอีสเตอร์ก็เป็นฝีมือของคันตุกะจากนอกโลก

เรื่องลึกลับยังไม่หมดแต่เพียงเท่า นี้นักโบราณคดีก็ทำการวิเคราะห์ว่าเมื่อ ค.ศ 400 ถึง 700 ปี มาแล้วเกาะแห้งนี้มีภูมิอากาศที่ใกล้เคียงกับป่าเมืองร้อน ปกคลุมไปด้วยดงปาล์ม และเถาไม้เลื้อย ทั้งอุดมไปด้วยสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะฝูงนกที่มีทั้งทีเข้ามาตั้งหลักแหล่งอย่างถาวรและอาศัยเกาะเป็นที่ วางไข่ มีปลาโลมาชุกชุม จนกลายเป็นเกาะสวรรค์ ทำให้จำนวนชาวเกาะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว



ปริศนาที่ติดตามมาก็คือ แล้วป่า ฝูงนก ฝูงสัตว์ แม้กระทั่งมนุษย์ และความอุดมสมบูรณ์ บนเกาะอันตรธานไปไหนหมด เมื่อกัปตันรอกกาวีนไปถึงที่นั่น จึงพบเพียงผู้คนที่อดอยาก แห้งแล้ง แทบจะไร้สิ่งที่มีชีวิต สัตว์อื่นบนเกาะนอกจากไก่บ้านเพียงไม่กี่ตัวแมลงไม่กี่ชนิด มีเพียงแต่รูปสลักศิลาขนาดใหญ่ที่ประกาศถึงอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ และความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ตั้งเรียงรายอย่างโดดเด่น ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าชาวโพลินีเซียนในอดีตสร้างรูปหินเหล่านี้ขึ้นมาเพื่ออะไร และเคลื่อนย้ายมันไปได้อย่างไร

แม้ว่าปริศนาต่าง ๆ ของเกาะอีสเตอร์จะยังไม่ได้รับการเฉลยอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกประมาณ 4,000 คนจะมุ่งหน้าไปยังเกาะอีสเตอร์แห้งนี้ เพื่อร่วมงานเทศกาลทาปาติ (Tapati) ทางเหนือของเกาะ และเกาะอีสเตอร์เคยได้รับการลงคะแนนเสียงให้เป็น “1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่” มาแล้ว

3. SEALAND (Principality): เกาะเล็กที่สุดในโลก
ซีแลนด์ เป็นประเทศจำลองขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่ป้อมปราการทางทะเลด้านตะวันออกเฉียงใต้ของสหราชอาณาจักรเป็นระยะ ทาง 10 กิโลเมตร (ประมาณ 6 ไมล์ทะเล) ป้อมปราการนี้ครั้งหนึ่งมีชื่อว่า "HM Fort Rough" (หรือเรียกกันว่า Rough Towers) ที่อังกฤษสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1944 ซึ่งห่างออกจากชายฝั่งอังกฤษทางด้านทะเลเหนือ 10 กิโลเมตร (6 ไมล์ทะเล) ในระหว่างสงครามเคยมีทหารประจำการอยู่ที่นี่ประมาณ 150-300 นาย เมื่อสงครามจบลง ป้อมก็ถูกทิ้งให้ร้างไปตั้งแต่ปี 1956

ป้อมปราการแห่งนี้ถูกยึดครองโดยพันตรีแพดดี รอย เบทส์(Roy Bates) อดีตนายทหารสื่อสารแห่งกองทัพบกสหราชอาณาจักร เพื่อใช้ตั้งเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงเถื่อน ได้ ประกาศให้ป้อมกลางทะเลดังกล่าวแยกตัวเป็นอิสระจากเขตแดนของอังกฤษ และตั้งชื่อประเทศว่าซีแลนด์ รวมทั้งตั้งตัวเองเป็นเจ้าชายรอย เบทส์ หรือเรียกอีกชื่อว่า Roy of Sealand เมื่อวันที่ 2 กันยายน 1967 แต่ไม่มีการรับรองจากประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติแม้เพียงประเทศเดียว ทำให้ที่นี่ไม่มีสถานะเป็นประเทศโดยสมบูรณ์และขาดการยอมรับจากนานาชาติ

2. SURTSEY (Iceland): เกาะที่พึ่งโผล่ออกมา
เซิร์ทเซย์ (ไอซ์แลนด์: Surtsey) เป็นเกาะภูเขาไฟห่างจากชายฝั่งทางใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ ก่อตัวขึ้นจากการปะทุของภูเขาไฟซึ่งเริ่มต้นขึ้น 130 กิโลเมตรใต้ระดับน้ำทะเล และขึ้นถึงผิวน้ำในวันที่ 14 พฤศจิกายน 1963 การปะทุสิ้นสุดลงในวันที่ 5 มิถุนายน 1967 ซึ่งเกาะนี้มีขนาดใหญ่สุดที่ 2.7 ตารางกิโลเมตร ก่อนที่จะถูกกัดกร่อนโดยลมและคลื่นทำให้ขนาดลดลง ในปี 2007 พื้นที่ผิวของเกาะเหลือ 1.4 ตารางกิโลเมตร เกาะนี้มีชื่อมาจากเทพเจ้าเซิร์ท (Surtr เรียกในภาษาไอซ์แลนด์ปัจจุบันว่า Surtur) ในตำนานเทพเจ้าสแกนดิเนเวีย (นอร์ส) ซึร์ทเซย์หมายถึง เกาะของเซิร์ท

และด้วยความที่ ลาวาจากการระเบิดภูเขาไฟนั้นเองทำให้ทัศนียภาพบนเกาะสวยงามแปลก ตาอย่างมาก และในขณะเดียวกันก็เป็นอันตรายสำหรับคนที่จะมาเกาะนี้เพราะทุกวันนี้ยังมี ขี้เถ้าลอบปลิวว่อนอยู่

1. GUNKANJIMA (Japan): เกาะผีสิงที่ห้ามเข้า
ฮะชิมะ(Hashima) เกาะแห่งนี้ต้องเดินทางด้วยเรือจากฝั่งทะเลของเมืองนางาซากิ ออกไปประมาณ 15 กิโลกเมตร บนทะเลจีนตะวันออก จะพบเมืองเล็กๆ ที่ดูทันสมัย กลางทะเล แต่ถ้าเกิดมองลึกๆ จะพบว่ามันร้างอย่างน่ากลัว และได้รับการโจษจันว่าผีดุ!!

ความเป็นมาดั้งเดิมของเกาะนี้ แต่เดิมเมืองนี้ชื่อ Gunkanjia หรือ Battleship Island เกิดขึ้นในยุคที่อุตสาหกรรมถ่านหินเฟื่องฟู ค.ศ. 1887 ก่อสร้างโดยบริษัทมิตซูบิชิ(Mitsubishi) ซึ่งใช้เป็นที่พักในลักษณะเมืองขนาดเล็ก มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับพนักงานจำนวนมาก มีทั้งอพาร์เมนต์ โรงเรียนประถม สนามเด็กเล่น โรงภาพยนตร์ บาร์ โรงพยาบาล ทว่า.......ในยุค 60 อุตสาหกรรมถ่านหินในญี่ปุ่นค่อยๆ ทยอยปิดตัวลง เนื่องจากถ่านหินหมอความนิยมจากการใช้พลังงานเชื่อเพลิงอย่างอื่น...จน กระทั่งปิดตัวลงอย่างถาวรในปี 1974...ทุกวันนี้เหลือเพียงแต่เศษซากของความรุ่งเรืองทิ้งไว้ให้ระลึกถึง อดีต

ในเวลากลางวัน สถานที่แห่งนี้กลายเป็นที่ท่องเที่ยวสำหรับผู้สนใจ สัมผัสบรรยากาศสมัยก่อน ที่หลอนๆ นิดๆ ขนาดตอนกลางวันยังดูน่าหดหู่น่ากลัว ตอนกลางคืนยิ่งน่ากลัวหลายเท่าโดยเฉพาะในช่วงมรสุมหรือพายุเข้าชาวประมงมัก เห็นแสงไฟจำนวนหนึ่งลอยละล่องวนเวียนเหนือตึกสูงทั้งๆ ที่ไม่มีไฟฟ้า และได้ยินเสียงน่ากลัวดังเหมือนกับโหยหาใครซักคนไปอยู่ด้วย!! สถานที่นี้ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "Battle Royale" และ ผู้กำกับคินจิ ฟูกาซากุ ได้เผยต่อทุกคนว่า เกาะนี้มีอาถรรพ์จริง ๆ นั่นยิ่งทำให้ชื่อเสียงของเกาะนี้โด่งดังยิ่งขึ้นและได้รับความสนใจเป็น อย่างมาก

คินจิกล่าวว่า ในระหว่างการถ่ายทำ ได้พบสิ่งผิดปกติอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น "มีคนอื่นที่ไม่ใช่ทีมงานถูกถ่ายติดเข้ามาในฉาก" หรือไม่ก็ "ฟิล์มเสียทั้ง ๆ ที่เพิ่งใช้งาน" แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กองถ่ายยังคงต้องดำเนินต่อไป เพื่ออรรถรสของภาพยนตร์อย่างมากที่สุด



เหตุการณ์ที่ผวาที่สุดในกองถ่าย และทำให้กองถ่ายต้องหยุดพักอยู่เป็นอาทิตย์ ก็คือเมื่อ... ชิอากิ คูริยาม่า นักแสดงหญิงคนหนึ่ง ซึ่งรับบทเป็นนักเรียนได้เข้าฉาก และเธอได้ถูกบางสิ่งบางอย่างครอบงำตัวเธอ

จากคำบอกเล่าของทุกคนที่ เห็นเหตุการณ์บอกว่า ดวงตาของเธอกลายเป็นสีแดงก่ำ และนัยน์ตาของเธอเบิกโพลงดูแข็งกร้าวขึ้น หลังจากนั้น เธอได้พุ่งเข้ามาหา โคอุ ชิบาซากิ (1 ในนักแสดงหญิง) และทำการรัดคอเธออย่างสุดแรง
ทาง ทีมงานเห็นท่าไม่ดีจึงได้เชิญมิโกะหญิงที่เดินทางมาด้วย จัดการขับไล่วิญญาณร้ายนั้น และเป็นผลสำเร็จ
หลังจากวิญญาณนั้นออก จากร่าง เธอบอกว่า "สถานที่นี้มีดวงวิญญาณที่มีความอาฆาตแค้นอยู่มาก และยากที่จะขจัดออกไปได้ เพราะที่ตรงนี้ คือสถานที่ของพวกเขา" 

(ข้อมูลเพิ่มเติมจากลึกลับดอทคอม)